วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุมมหานที อาคารสัมมนา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อเสนอเชิงนโยบาย และมุมมองสำคัญจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อมรับมือความท้าทายในอนาคตอย่างยั่งยืน
สรุปภาพรวมโดยย่อจากงานเสวนาวิชาการ
เรื่อง “แนวทางการรับมือวิกฤติน้ำและภัยพิบัติ น้ำท่วม • น้ำแล้ง • น้ำเพื่อพลังงาน • น้ำเพื่อระบบนิเวศ ปี 2569–2570”

โดย ผศ.ดร.ภานุวัฒน์ ปิ่นทอง
อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ผู้ดำเนินรายการงานเสวนา

หัวใจสำคัญ: มองวิกฤตน้ำเป็น “ปัญหาเชิงระบบ”

วิกฤตน้ำไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมากหรือน้ำน้อย แต่เป็น “ภัยพิบัติเชิงซ้อน” ที่เชื่อมโยงกับนโยบาย การจัดลำดับความสำคัญ โครงสร้างพื้นฐาน และความสมดุลของระบบนิเวศ การบริหารจัดการจึงต้องก้าวข้ามการแยกส่วน ไปสู่การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ เชิงคาดการณ์ และเชื่อมโยงความมั่นคงในทุกมิติ

เจาะลึก 4 มิติการจัดการน้ำ (ปี 2569–2570)
มิติน้ำ แนวคิดและแนวทางบริหารจัดการใหม่
1. น้ำท่วม

เปลี่ยนจาก “การระบายน้ำ” เป็น “การบริหารพื้นที่รับน้ำ”

 

• เลิกพึ่งพาโครงสร้างแข็ง (เช่น คันกั้นน้ำ) เพียงอย่างเดียว

 

• ใช้หลักการบริหารพื้นที่น้ำท่วมอย่างมีระบบ (Floodplain Management) และมาตรการธรรมชาติ (Nature-based Solutions)

 

• จัดโซนพื้นที่หน่วงน้ำ แก้มลิง ทุ่งรับน้ำ และคลองสีเขียว เพื่อลดแรงกดดันต่อพื้นที่เศรษฐกิจ

2. น้ำแล้ง

เปลี่ยนจาก “จัดสรรตามน้ำต้นทุน” (Supply-Driven) เป็น “ตามความต้องการจริง” (Demand-Based)

 

• เลิกวางแผนจากค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ไม่ตรงกับความจริง

 

• ใช้ระบบพยากรณ์ฝนระยะฤดูกาลร่วมกับแบบจำลองน้ำท่า

 

• นำเทคโนโลยีอย่าง IoT Sensor, ภาพถ่ายดาวเทียม และแบบจำลองมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ

3. น้ำเพื่อพลังงาน

บริหารภายใต้กรอบความเชื่อมโยง Water–Energy–Food–Ecosystem Nexus

 

• รักษาสมดุลการปล่อยน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่ให้กระทบต่อน้ำสำรองในฤดูแล้ง การเกษตร และระบบนิเวศ

 

• ใช้แบบจำลองสถานการณ์ประเมินผลกระทบก่อนตัดสินใจปล่อยน้ำ

4. น้ำเพื่อระบบนิเวศ

เงื่อนไขสำคัญที่ห้ามมองข้าม เพื่อความยั่งยืน

 

• กำหนดปริมาณน้ำเพื่อระบบนิเวศขั้นต่ำ (Ecological Flow) ในลุ่มน้ำสำคัญ

 

• รักษาระดับน้ำเพื่อคงฟังก์ชันธรรมชาติ เช่น ป้องกันน้ำเค็มรุก และรักษาคุณภาพน้ำ

กรอบการบริหารจัดการน้ำเชิงคาดการณ์ (Anticipatory & Adaptive Governance)

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการวิ่งตามแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ (Reactive Management) มาเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. ระบบข้อมูลกลางด้านน้ำ ที่เชื่อมโยงทุกมิติ (ฝน, น้ำท่า, เขื่อน, พื้นที่เกษตร)

  2. ระบบพยากรณ์หลายช่วงเวลา (ตั้งแต่รายชั่วโมงไปจนถึงระดับฤดูกาล)

  3. แบบจำลองสถานการณ์ น้ำท่วม น้ำแล้ง และการจัดสรรน้ำ

  4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ สำหรับหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่น

  5. กลไกสื่อสารความเสี่ยง และเตือนภัยที่ประชาชนเข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริง

6 ข้อเสนอเชิงนโยบาย

  1. ยกระดับข้อมูลน้ำ ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

  2. จัดทำระบบฐานข้อมูลกลาง ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นเอกภาพ

  3. ใช้แบบจำลองคาดการณ์ ในลุ่มน้ำที่มีความขัดแย้งสูงหรือเสี่ยงภัยพิบัติสูง

  4. ส่งเสริมมาตรการธรรมชาติ (เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ แก้มลิง) ร่วมกับโครงสร้างแข็ง

  5. จัดทำแผนบริหารน้ำแบบหลายวัตถุประสงค์ พร้อมๆ กัน (เกษตร, เมือง, พลังงาน, นิเวศ)

  6. พัฒนากลไกการมีส่วนร่วม ของท้องถิ่นและชุมชนในการบริหารจัดการน้ำ

📌 🔗 เนือหาสรุปแบบเต็ม https://www.facebook.com/share/p/1U9THgLAXs/?mibextid=wwXIfr
📌 เอกสารประกอบการนำเสนอ https://drive.google.com/drive/mobile/folders/1uA8TKmpxiNbMt0zkDDsWyerHz2-jQfwI?usp=sharing 
📌 ลิงค์รับชมย้อนหลัง https://www.youtube.com/live/vTaCYGB3dDI?si=gIdWJN_IC5vS9QYr