จากคลิปรายการ “คนชนข่าว” ช่อง TNN (สัมภาษณ์อาจารย์ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการบริษัท ทีมกรุ๊ป) เกี่ยวกับสถานการณ์พายุ ผลกระทบต่อประเทศไทย และปรากฏการณ์คลื่นความร้อนในต่างประเทศ

1. สถานการณ์ “พายุไมสัก” (Maysak)

  • เส้นทางพายุ: ก่อตัวในทะเลจีนใต้ เคลื่อนที่ขึ้นทิศเหนือ มุ่งหน้าสู่เกาะไหหลำ ประเทศจีน และจะเคลื่อนตัวเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ โดยคาดว่าจะสลายตัวแถวเมืองอู่ฮั่นในช่วงวันที่ 7–8 กรกฎาคม

  • ความรุนแรง: ปัจจุบันเป็นพายุโซนร้อน คาดว่าจะไม่อัพเกรดเป็นพายุไต้ฝุ่น และจะค่อย ๆ อ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดินใหญ่

2. ผลกระทบต่อประเทศไทย (ช่วงวันที่ 3–5 กรกฎาคม)

พายุไมสักไม่ได้เคลื่อนเข้าไทยโดยตรง แต่จะดึงมวลความชื้นและร่องมรสุมให้แรงขึ้น ทำให้มีฝนตกต่อเนื่องแบบตกๆ หยุดๆ ประมาณ 3 วัน โดยมีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้:

  • ภาคอีสานตอนบน: พื้นที่ติดขอบแม่น้ำโขงจะมีฝนตกหนัก ปริมาณฝนอาจสูงถึง 100 มิลลิเมตร แต่ระบบระบายน้ำลงน้ำโขงยังทำได้ดี

  • ภาคตะวันออก: ดึงความชื้นจากอ่าวไทย ทำให้ จันทบุรี และตราด (โดยเฉพาะ อำเภอคลองใหญ่) มีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากเนื่องจากเป็นพื้นที่สูงชัน

  • พื้นที่ติดชายแดนพม่า: ความชื้นจากฝั่งอันดามันพัดผ่านพม่าส่งผลให้ไทยแถบ ตาก (พบพระ, แม่สอด), แม่ฮ่องสอน (แม่สะเรียง), เชียงใหม่ (ฝาง, แม่อาย) และเชียงราย (แม่สาย) มีฝนตกหนัก

  • เฝ้าระวังพิเศษ อ.แม่สาย: แม้จะมีพนังกั้นน้ำที่ทหารมาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากตะกอนในแม่น้ำสายที่สะสมจนทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น โดยน้ำป่าจะหลากมาจากฝั่งพม่า

    • ข้อดี: มีการติดตั้งสถานีวัดน้ำในพม่า (โดยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก) ทำให้รู้ล่วงหน้า 2–3 ชั่วโมง และพร้อมใช้ระบบ Cell Broadcast ในการแจ้งเตือนภัย

  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: มีฝนตกเป็นระยะแต่ระบายน้ำทัน (อย่างไรก็ตาม มีกรณีฝนตกแช่หนักเฉพาะจุด เช่น เขตสายไหม ตกหนักถึง 111 มม. ในเวลา 1 ชั่วโมง)

3. แนวโน้ม “ฝนทิ้งช่วง” หลังวันที่ 8 กรกฎาคม

  • หลังจากพายุไมสักผ่านไป ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปทางประเทศลาวและจีนตอนใต้ ทำให้ฝนในไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด

  • พื้นที่ฝนน้อย/เสี่ยงขาดแคลนน้ำ: ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง, ภาคอีสานตอนล่าง และภาคตะวันออก เกษตรกรและชาวสวนจำเป็นต้องหาแหล่งกักเก็บน้ำของตัวเอง

  • การบริหารจัดการน้ำของเขื่อน: ปีนี้เป็นปีฝนน้อยน้ำน้อย กรมชลประทานจึงต้องเน้น “ถนอมน้ำ” ไว้ใช้สำหรับหน้าแล้งปีหน้า (ม.ค.–เม.ย.) จึงไม่สามารถปล่อยน้ำให้ทำนาปรังได้เต็มที่เหมือนปีก่อน (คาดว่านาปรังอาจต้องลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3)

4. วิกฤตคลื่นความร้อน (Heat Dome) ในสหรัฐอเมริกา

  • สาเหตุ: เกิดจากกระแสลมกรดขั้วโลก (Jet Stream) อ่อนกำลังลงจากภาวะโลกร้อน (เปรียบเสมือนไอศกรีมในโคนที่ย้วยลงมา) ทำให้ความร้อนแผ่ลงมาทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เช่น นิวยอร์ก, วอชิงตัน ดี.ซี. ไปจนถึงดัลลัส

  • กลไกโดมความร้อน (Heat Dome): ก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาทำหน้าที่เหมือน “ฝาชี” บล็อกให้อากาศร้อนถูกขังอยู่ภายในเมือง และไม่ให้อากาศเย็นหรือความชื้นเข้ามาแทรก คาดว่าอุณหภูมิอาจสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส และจะคงอยู่ราวๆ 5 วัน โดยเฉพาะในช่วงวันชาติสหรัฐฯ ที่คนเดินทางและปล่อยคาร์บอนมากขึ้น โดมความร้อนก็จะยิ่งหนาแน่นขึ้น

  • สัญญาณเตือน: ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสะสมจะตกค้างในชั้นบรรยากาศนานถึง 200 ปี หากไม่มีการหยุดเพิ่มก๊าซ สถานการณ์สภาพอากาศที่สุดขั้วนี้จะยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ และไม่สามารถกลับมาดีดังเดิมได้

ติดตามคลิปเต็มทาง https://www.youtube.com/watch?v=vdt-auFvD-k